ในต่างประเทศมีหลายๆประเทศที่มีการกินอยู่ การดำรงชีพ ขนบธรรมเนียมประเพณีและความนิยมต่างกันทำให้เงื่อนไขรวมถึงขั้นตอนในการกำหนดราคาระหว่างภายในประเทศและต่างประเทศต่างกัน การกำหนดราคาสินค้าส่วนใหญ่นิยมคำนวณจากยอดขายของธุรกิจซึ่งเราจะเห็นได้ว่าการทำธุรกิจภายในประเทศจะทำให้เราได้รับกำไรจากธุรกิจได้มากกว่าการส่งออกยังตลาดต่างประเทศทำให้มีการแนะนำว่าสินค้าที่นำไปส่งออกยังตลาดต่างประเทศควรจะเป็นสินค้าที่เหลือจากกำลังการผลิตแล้วมากกว่า นอกจากนี้การทำธุรกิจส่งออกแม้จะสามารถทำรายได้ให้กับธุรกิจแต่ก็ยังส่งผลเสียบางอย่างเช่นมีความยุ่งยากในการทำธุรกิจมากกว่าธุรกิจภายในประเทศ กำไรที่ได้รับจากธุรกิจที่ส่งออกก็ยังน้อยกว่าธุรกิจที่ทำในประเทศด้วยซ้ำ อีกทั้งไทยยังมีตลาดที่ต้องรองรับผู้บริโภคมากถึง 65 ล้านคนแล้วก็ยังมีตลาดเพื่อนบ้านรองรับสินค้าจึงทำให้ผู้ประกอบการเลือกที่จะทำธุรกิจภายในประเทศมากกว่า
ถ้าเราแบ่งการส่งสินค้าไปขายยังต่างประเทศเป็นการขายส่วนเพิ่มแยกตลาดระหว่างภายในและภายนอกออกและถ้าการขายภายในประเทศสามารถจ่ายในส่วนของค่าใช้จ่ายคงที่ได้แล้วล่ะก็ กิจการจะสามารถคำนวณค่าใช้จ่ายที่ผลิตเพื่อการส่งออกได้
การตั้งราคาขายสูงๆเพื่อที่ธุรกิจจะได้กำไรที่มากขึ้นอาจไม่ใช่ความคิดที่ดีนัก เพราะสินค้าที่มีราคาแพงอาจจะไม่ได้อยู่ในตัวเลือกของสินค้าที่ผู้บริโภคพึงพอใจ แท้ที่จริงแล้วการกำหนดราคาในตลาดต่างประเทศนั้นจะต้องทำอย่างมีขั้นตอนนั่นคือ ต้องกำหนดราคาขายของสินค้าให้อยู่ในระดับที่สูงกว่าต้นทุนสินค้าทั้งหมดโดยให้ราคานั้นอยู่ในช่วงของกำไรของธุรกิจได้มากที่สุด การกำหนดราคาแม้ว่าต้องพิจารณาทั้งในเรื่องของต้นทุนการผลิตแล้วก็ยังต้องคำนวณในส่วนของต้นทุนอื่นๆที่เกี่ยวข้องด้วย ที่สำคัญคือไม่ควรที่จะมองดูว่าคู่แข่งนั้นตั้งราคาไว้ที่เท่าไหร่ประกอบการพิจารณาการกำหนดราคาสินค้าส่งออกทุกครั้ง
